Mounjaro (tirzepatide – เบาหวาน)
$23.0B (FY2025)ยาเบาหวาน GIP/GLP-1; Q2 2026 โตต่อ +91% เป็น $9.9B โดยยอดต่างประเทศ ($5.2B) แซงสหรัฐแล้ว และเพิ่งได้ข้อบ่งใช้ลดความเสี่ยงหัวใจ
รายงานด้านล่างเขียนตอนราคา 1,159.88 USD (2026-09-01) — ตัวเลขและช่วงราคาทั้งหมดในรายงานอ้างอิงราคานั้น
Eli Lilly and Company · NYSE · Healthcare / Pharmaceuticals
ราคา $1,123.91 เข้าโซนไม้แรกของแผน ($1,110-1,130) แล้ว และเงื่อนไขของไม้นี้ (ราคาย่อจากข่าวระยะสั้นโดยเป้ารายได้ทั้งปีและส่วนแบ่งตลาดหลักไม่เปลี่ยน) ถือว่าครบ ข้อควรระวังคือยาเม็ด Foundayo ยังขายตามหลังคู่แข่งมาก (ส่วนแบ่งใบสั่งยาใหม่ 21.5%) คำตอบนี้จะเปลี่ยนถ้างบวันที่ 29 ต.ค. โชว์ยอด Foundayo ต่ำกว่าคาดหรือบริษัทลดเป้าทั้งปี
LLY คือกรณีหายาก: บริษัท $1.04T ที่รายได้ TTM ยังโต ~50% พร้อม operating margin ขยายจาก 29% เป็น ~50% ใน 5 ปี จากการครองสงคราม GLP-1 (ส่วนแบ่งสหรัฐ 60.9% + แซง Novo นอกสหรัฐแล้ว) ทฤษฎีหลักคือ volume ที่โต +37% (นอกสหรัฐ +113%) จะชนะแรงกดดันราคาต่อไปอย่างน้อยถึงปี 2027 โดยมี Foundayo (oral GLP-1 อนุมัติแล้ว) และ retatrutide (BLA Q1 2027) เป็นใบต่ออายุการเติบโตรุ่นถัดไป ทฤษฎีฝั่งตรงข้ามเตือนว่า realized price นอกสหรัฐ -36% + ข้อตกลงราคากับรัฐบาล + การกระจุกตัว ~56% ในโมเลกุลเดียว ทำให้หุ้นที่ P/E ~39x เสี่ยง de-rating แรงถ้า volume ชะลอ กรอบ scenario รวมทุกทฤษฎีอยู่ที่ ~$850 (bear, ~24x) ถึง ~$1,610 (bull, 35x × EPS 2027) เทียบราคาปัจจุบัน $1,159.88 — ความเสี่ยงของ 'หุ้น' สูงกว่าความเสี่ยงของ 'กิจการ' อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งหมดนี้เป็นการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
รอบทบทวน = ทุกสัปดาห์เราเอารายงานฉบับเดิมมาตรวจกับข่าวและราคาใหม่ ว่าสิ่งที่เคยเขียนไว้ยังจริงอยู่ไหม — ไม่ใช่รายงานฉบับใหม่ ตัวรายงานด้านล่างยังเป็นของวันที่ 2026-09-01 เหมือนเดิม
หุ้นเทรดโซนบนของช่วง 52 สัปดาห์ ($712–1,293) ที่ forward ~32x — ไม่ถูก แต่การเติบโตพิสูจน์แล้วด้วย guidance ที่ปรับขึ้น 2 ครั้งในปี กลยุทธ์เชิงศึกษาคือแบ่งไม้ตาม 'ระดับ multiple' แทนการเดาก้นราคา: เข้าตื้นเมื่อย่อสู่ ~30x, เพิ่มน้ำหนักเมื่อ multiple หดเข้าหา ~27–28x โดยที่ volume growth ยังไม่พัง, และเก็บไม้ใหญ่สุดไว้ที่โซน bear ~23–25x เงื่อนไขสำคัญคือทุกไม้ต้องตรวจก่อนว่า volume ยังโต >25–30% และ pipeline (Foundayo/retatrutide) ยังเดินตามแผน
แผนนี้ใช้ไม่ได้ (หยุดสะสมทุกไม้ ไม่ว่าราคาถูกแค่ไหน) เมื่อ thesis พัง ไม่ใช่แค่ราคาลง: (1) volume growth รวมหลุดต่ำกว่า ~20% หรือ price decline เริ่มแซง volume จนรายได้พลาด guidance (2) retatrutide โดน FDA ตีกลับ/พบประเด็น safety ใหม่ หรือ Foundayo ramp ล้มเหลวชัดเจน (3) tirzepatide เจอปัญหา safety/supply ระดับ franchise (โมเลกุลเดียว ~56% ของรายได้) (4) นโยบายราคายา (IRA/MFN) เปลี่ยนสมการกำไรระยะยาวแรงกว่าที่ guidance รองรับ — ถ้าเกิดข้อใดข้อหนึ่ง ต้องตั้งทฤษฎีใหม่จากศูนย์ก่อนคิดต่อ ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
HQ: Indianapolis, Indiana สหรัฐฯ · พนักงาน ~50,000 คน (2025) · CEO: David A. Ricks (Chair & CEO ตั้งแต่ปี 2017)
Eli Lilly เป็นบริษัทยานวัตกรรม (innovative pharma) ที่ค้นคว้า พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยาต้นแบบทั่วโลก โฟกัส 5 กลุ่มโรคหลัก: cardiometabolic (เบาหวาน/โรคอ้วน), oncology (Verzenio, Jaypirca), immunology (Taltz, Ebglyss, Omvoh), neuroscience (Kisunla สำหรับ Alzheimer's) และ pain บริษัทอยู่ปลายน้ำสุดของ value chain ยา คือเป็นเจ้าของสิทธิบัตร โมเลกุล และแบรนด์เอง ทำให้ gross margin สูงถึง ~83–86%
หัวใจของบริษัทวันนี้คือ tirzepatide (dual GIP/GLP-1 agonist) ขายในชื่อ Mounjaro (เบาหวาน) และ Zepbound (โรคอ้วน) ซึ่งเป็นยาขายดีที่สุดในโลกปี 2025 (รวม >$36.5B) และในปี 2026 ได้เสริมด้วย Foundayo (orforglipron) ยาเม็ด GLP-1 ตัวแรกที่กินได้โดยไม่มีข้อจำกัดอาหาร/น้ำ กับ retatrutide (triple agonist) ที่ผ่าน Phase 3 แล้วและเตรียมยื่น FDA ใน Q1 2027
Moat: (1) สิทธิบัตร tirzepatide/orforglipron ยาวถึงกลางทศวรรษ 2030s และประสิทธิภาพเชิงคลินิกเหนือคู่แข่งชัดเจน (2) กำลังการผลิต incretin ที่ลงทุนไปหลายหมื่นล้านดอลลาร์ (รวมส่วนขยาย Indiana $4.5B ล่าสุด) เป็นกำแพงที่คู่แข่งใหม่ตามยาก (3) ช่องทาง LillyDirect ขายตรงถึงผู้บริโภค (4) pipeline ต่อเนื่องหลายรุ่น + งบ R&D >$13B/ปี และ M&A เติมพอร์ต (เช่น Merida $2.88B)
ยาเบาหวาน GIP/GLP-1; Q2 2026 โตต่อ +91% เป็น $9.9B โดยยอดต่างประเทศ ($5.2B) แซงสหรัฐแล้ว และเพิ่งได้ข้อบ่งใช้ลดความเสี่ยงหัวใจ
ยาฉีดลดน้ำหนัก โต 44% ใน Q2 2026 เป็น $4.9B; ราคาสุทธิลดลงจาก access ที่กว้างขึ้น (Medicare Bridge $50/เดือน)
ยา oncology เรือธง โตช้าลงหลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว
Trulicity ถดถอยจากการย้ายผู้ป่วยไป Mounjaro; ยาใหม่ Ebglyss/Kisunla/Jaypirca/Omvoh อยู่ช่วง launch ramp
Lilly รายงานเป็น segment เดียว แต่แยกภูมิศาสตร์ได้ชัด: Q2 2026 รายได้สหรัฐ $14.4B (+33%, volume +37%) ขณะที่นอกสหรัฐ $8.6B (+80%, volume +113% แต่ realized price -36% จากการตั้งราคาเข้าถึงตลาดใหม่) — ตลาดปลายทางที่โตแรงสุดคือ obesity/diabetes (หน่วย Cardiometabolic Health ~$40B ในปี 2025) ตามด้วย oncology และ immunology ส่วน neuroscience (Kisunla) ยังเล็กแต่เป็น optionality ระยะยาว
รายได้โตจาก $28.3B เป็น $65.2B ใน 5 ปี (CAGR ~23%) แต่กำไรโตเร็วกว่ามาก — operating margin ขยายจาก 29% เป็น 46% (และ ~50% ใน TTM มิ.ย. 2026) เพราะ tirzepatide มี margin สูงและ opex โตช้ากว่ารายได้มาก EPS เกือบ 4 เท่าใน 2 ปีหลัง (5.80 → 22.95) จุดสะดุดเดียวคือปี 2023 ที่ net margin ตกจากค่าใช้จ่าย acquired IPR&D ก้อนใหญ่ ซึ่งเป็น pattern ที่ยังเกิดซ้ำ (Q2 2026 มี IPR&D $3.03/หุ้น)
| รายการ | 2021 | 2022 | 2023 | 2024 | 2025 |
|---|---|---|---|---|---|
| รายได้ ($M) | 28,318 | 28,541 | 34,124 | 45,043 | 65,179 |
| %โต YoY | +15.4% | +0.8% | +19.6% | +32.0% | +44.7% |
| กำไรขั้นต้น ($M) | 21,345 | 21,912 | 27,042 | 36,625 | 54,127 |
| Gross margin | 75.4% | 76.8% | 79.2% | 81.3% | 83.0% |
| กำไรดำเนินงาน ($M) | 8,273 | 8,653 | 10,325 | 17,040 | 29,696 |
| Operating margin | 29.2% | 30.3% | 30.3% | 37.8% | 45.6% |
| กำไรสุทธิ ($M) | 5,582 | 6,245 | 5,240 | 10,590 | 20,640 |
| Net margin | 19.7% | 21.9% | 15.4% | 23.5% | 31.7% |
| EPS diluted ($) | 6.12 | 6.90 | 5.80 | 11.71 | 22.95 |
หนี้รวมเพิ่มเกือบ 3 เท่าใน 5 ปี (เป็น $43.9B สิ้นปี 2025) จากการทุ่ม capex สร้างโรงงาน incretin และ M&A แต่ยังบริหารได้สบาย — หนี้สุทธิ $36.4B คิดเป็นเพียง ~1.2x ของ operating income ปี 2025 ($29.7B) และกำไรที่พุ่งทำให้ equity โตจาก $9.2B เป็น $26.5B / BVPS ขึ้นจาก ~$10 เป็น ~$30 ภายใน 5 ปี
| รายการ | 2021 | 2022 | 2023 | 2024 | 2025 |
|---|---|---|---|---|---|
| หนี้รวม ($M) | 16,927 | 16,373 | 26,465 | 34,791 | 43,865 |
| หนี้สุทธิ ($M) | 11,733 | 13,247 | 22,712 | 31,037 | 36,374 |
| เงินสดและเทียบเท่า ($M) | 3,819 | 2,067 | 2,819 | 3,268 | 7,268 |
| ส่วนของผู้ถือหุ้น ($M) | 9,155 | 10,775 | 10,864 | 14,272 | 26,535 |
| BVPS ($) | 9.94 | 11.83 | 11.98 | 15.90 | 29.65 |
Q2 2026 (5 ส.ค.): รายได้ $23.0B +48% YoY — Mounjaro $9.9B (+91%), Zepbound $4.9B (+44%); EPS GAAP $7.94 (+26%), non-GAAP $8.38 (+33% แม้รับภาระ IPR&D จากดีล M&A 4 รายการ) Gross margin 85.8% (+1.5 pt) ตัวขับเคลื่อนคือ volume (+37% รวม, +113% นอกสหรัฐ) หักล้างด้วย realized price ที่ลดลง (นอกสหรัฐ -36%) — บริษัทปรับเป้าทั้งปีขึ้นเป็นครั้งที่สองของปี
| รายการ | FY2025 จริง | เป้าเริ่มต้น (ก.พ. 26) | เป้าหลัง Q1 (เม.ย. 26) | เป้าล่าสุด (ส.ค. 26) |
|---|---|---|---|---|
| รายได้ | $65.2B | $80–83B | $82–85B | $85–87B |
| EPS non-GAAP | $24.21 | $33.50–35.00 | $35.50–37.00 | $35.50–36.50* |
ณ 31 ส.ค. 2026 ราคา $1,159.88 · market cap ~$1.04T · P/E TTM ~39x / forward ~32x — แพงกว่า big pharma ทั่วไป (ส่วนใหญ่ ~10–20x) มาก แต่แลกกับรายได้ TTM +50% และ EPS ที่เกือบเท่าตัว YoY; นักวิเคราะห์ ~30–38 ราย consensus Buy (MarketBeat: 24 Buy/5 Hold/2 Sell) เป้าเฉลี่ย ~$1,270–1,315 (upside ~10–13%) ช่วง $850–1,600 *หมายเหตุ: เป้า EPS ล่าสุดรวมภาระ IPR&D $3.03/หุ้นจาก Q2 — underlying ถูกปรับขึ้น
Tirzepatide ยังเร่งตัว — Mounjaro+Zepbound ~$14.9B ใน Q2 เดียว; ตลาดต่างประเทศเพิ่งเริ่ม (volume +113%) และ Mounjaro ได้ข้อบ่งใช้ลดความเสี่ยงหัวใจเพิ่ม
Foundayo (oral GLP-1) first mover — อนุมัติ เม.ย. 2026 ก่อนคู่แข่ง ผลิตสเกลง่ายกว่ายาฉีด ราคาเข้าถึงได้ ($25–349/เดือน) เปิด TAM มหาศาล
Medicare GLP-1 Bridge — ผู้ป่วย Medicare เข้าถึง Zepbound/Foundayo ที่ $50/เดือน (ก.ค. 2026–ธ.ค. 2027) ปลดล็อกตลาดผู้สูงอายุ
Retatrutide — ลดน้ำหนักถึง 30.3% ใน Phase 3, BLA ใน Q1 2027 — ต่ออายุความเป็นผู้นำ obesity ไปอีกรุ่น
Operating leverage — operating margin ขยายจาก 29% → ~50% (TTM) และ FCF TTM $18.2B กำลังเร่งขึ้นแรง
กระจายพอร์ตด้วย M&A — Merida ($2.88B, autoimmune) + ดีลอีก 4 รายใน Q2 ลดการพึ่งพิง obesity ระยะยาว
แรงกดดันด้านราคา — realized price นอกสหรัฐ -36% ใน Q2; ข้อตกลงลดราคากับรัฐบาลสหรัฐ (พ.ย. 2025) + MFN pricing กดราคาต่อหน่วยระยะยาว
การกระจุกตัวใน tirzepatide — Mounjaro+Zepbound ~56%+ ของรายได้; ปัญหาใดๆ กับโมเลกุลเดียวนี้กระทบหนัก
การแข่งขัน — Novo Nordisk (oral Wegovy, CagriSema), ยาใหม่จาก big pharma อื่นๆ และ compounding/generic semaglutide ในบางตลาด
Valuation premium — P/E ~39x สูงกว่ากลุ่มมาก; หากการเติบโตชะลอหรือ pipeline พลาด (เช่น retatrutide ติดปัญหา FDA) de-rating ได้แรง
ค่าใช้จ่าย IPR&D ผันผวน — ดีล M&A ถี่ทำให้กำไรรายไตรมาสสวิง (Q2 2026 โดน $3.03/หุ้น) และหนี้รวมเพิ่มเป็น $43.9B
นโยบาย/ภูมิรัฐศาสตร์ — ความไม่แน่นอนภาษีนำเข้ายา (tariffs), IRA/การต่อรองราคายาของ Medicare รอบถัดไป
อิงข้อมูลจาก research.json (ราคาอ้างอิง $1,159.88 ปิด 31 ส.ค. 2026, market cap ~$1.04T) — เนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
Eli Lilly เป็นบริษัทยานวัตกรรมที่อยู่ปลายน้ำสุดของ value chain (เจ้าของสิทธิบัตร โมเลกุล และแบรนด์เอง) โฟกัส 5 กลุ่มโรค: cardiometabolic, oncology, immunology, neuroscience และ pain โดยหัวใจของธุรกิจวันนี้คือ tirzepatide (Mounjaro + Zepbound) ซึ่งเป็นยาขายดีที่สุดในโลกปี 2025 ด้วยยอดรวม >$36.5B (~56% ของรายได้)
ข้อเท็จจริงด้านการเติบโต (จากข้อมูล):
การตีความของผม: การที่บริษัทขนาด $1T ยังโตรายได้ ~50% พร้อมปรับเป้าขึ้นซ้ำๆ เป็นสัญญาณว่าดีมานด์ยังนำหน้าคาดการณ์ของบริษัทเอง และการเติบโตไม่ได้มาจากราคา (realized price ลดลงด้วยซ้ำ) แต่มาจาก volume ล้วนๆ (+37% รวม) ซึ่งเป็นการเติบโตคุณภาพสูงกว่าและยั่งยืนกว่าการขึ้นราคา
Pipeline ต่อยอดหลายรุ่น (จุดที่ทำให้การเติบโตไม่จบที่ tirzepatide):
P&L 5 ปี (2021–2025): รายได้โตจาก $28.3B → $65.2B (CAGR ~23%) แต่กำไรโตเร็วกว่ามาก:
นี่คือ operating leverage ในรูปแบบที่ชัดที่สุด: ฐานค่าใช้จ่ายโตช้ากว่ารายได้มาก ขณะที่ R&D ยังคงระดับสูง ($13.3B ปี 2025, ~20% ของรายได้) — หมายความว่ามาร์จิ้นขยายโดยไม่ได้แลกกับการลดการลงทุนอนาคต
งบดุล: หนี้รวมเพิ่มเกือบ 3 เท่าเป็น $43.9B (สิ้นปี 2025) จาก capex โรงงาน incretin และ M&A แต่หนี้สุทธิ $36.4B คิดเป็นเพียง ~1.2x ของ operating income ปี 2025 — ยังบริหารได้สบาย และ equity โตจาก $9.2B เป็น $26.5B จากกำไรที่พุ่ง (ROE ~107%, ROIC ~42%)
กระแสเงินสด: OCF FY2025 $16.8B (TTM $28.1B — เร่งขึ้นแรง), capex หนักมาก $7.8B (TTM $9.9B) จากการสร้างโรงงาน, FCF FY2025 $9.0B แต่ TTM ขึ้นเป็น $18.2B — จุดนี้สำคัญ: FCF conversion กำลังดีขึ้นเร็ว แม้ยังลงทุนหนัก บริษัทคืนเงินผู้ถือหุ้นผ่านปันผล $5.4B + ซื้อหุ้นคืน $4.1B (FY2025)
จุดสังเกตเชิงลบ: ค่าใช้จ่าย acquired IPR&D จาก M&A ทำกำไรรายไตรมาสสวิงเป็น pattern ซ้ำ (ปี 2023 net margin ตกเหลือ 15.4%; Q2/2026 โดน $3.03/หุ้น) — ไม่ใช่ปัญหาคุณภาพธุรกิจ แต่ทำให้ headline EPS อ่านยากและอาจสร้าง noise ต่อราคาหุ้นระยะสั้น (ดีล Merida ทำหุ้นลง ~2% ทันที)
ข้อเท็จจริง: Q2/2026 Lilly ครองส่วนแบ่งตลาด obesity+diabetes สหรัฐ 60.9% vs Novo Nordisk 38.8% และช่องว่างถ่างขึ้น; พ.ค. 2026 แซง Novo นอกสหรัฐเป็นครั้งแรก; โมเมนตัมสวนทางกัน — Lilly โตแรงต่อ ขณะ Novo เผชิญแนวโน้มรายได้ลดปี 2026; ตลาดยาโรคอ้วนรวมถูกคาดว่าโต >$100B ภายในทศวรรษนี้
การตีความ: Lilly เป็นผู้นำทั้ง 3 มิติของสงคราม GLP-1 — (1) ยาฉีดรุ่นปัจจุบัน (tirzepatide ประสิทธิภาพเหนือกว่า + เพิ่งได้ข้อบ่งใช้ลดความเสี่ยงหัวใจ), (2) ยาเม็ด (Foundayo อนุมัติก่อน oral Wegovy), (3) รุ่นถัดไป (retatrutide นำ CagriSema เชิงผลลัพธ์ตามข้อมูลที่มี) Moat เสริมด้วยกำลังการผลิตหลายหมื่นล้านดอลลาร์ (+$4.5B Indiana, FDA เลือกเข้า pilot program) และช่องทาง LillyDirect — กำแพงที่คู่แข่งใหม่ตามยากมาก
อย่างไรก็ดี คู่แข่งไม่ได้หายไป: Novo ยังมี oral Wegovy และ CagriSema, big pharma รายอื่นกำลังเข้าตลาด และ compounding/generic semaglutide กดราคาในบางตลาด — ตลาดที่ใหญ่ขนาดนี้จะดึงดูดผู้เล่นเพิ่มแน่นอน
Verdict: Bullish — พื้นฐานแข็งแรงเป็นพิเศษ (fundamentals 9/10): เติบโต ~50% ที่ขนาด $1T, มาร์จิ้นขยายต่อเนื่อง, ผู้นำตลาดที่ TAM ยังโต, pipeline ต่อยอดหลายรุ่น, งบดุลจัดการได้ โมเมนตัมเป็นบวก (8/10) จากการปรับเป้าขึ้นซ้ำและข่าวหนุนต่อเนื่อง (Foundayo, retatrutide, Medicare) แต่ไม่เต็ม 10 เพราะราคาย่อรับดีล Merida และแรงกดดัน realized price เป็น narrative เชิงลบที่ตลาดจับตา ความเสี่ยงรวมอยู่ระดับ medium — ธุรกิจเองเสี่ยงต่ำ แต่การกระจุกตัวในโมเลกุลเดียว + valuation premium + ความเสี่ยงนโยบายราคายา ยกระดับความเสี่ยงของ "หุ้น" ให้สูงกว่าความเสี่ยงของ "กิจการ" อย่างมีนัยสำคัญ
ข้อที่ถูกตรวจแล้วจะเป็นกล่อง: หัวกล่อง คือข้อสมมุติจากรายงานวันที่ 2026-09-01 (คงไว้ทุกตัวอักษร) · ซ้าย คือความเห็นของรอบทบทวนก่อน · ขวา คือความเห็นรอบล่าสุด · ข้อที่ยังไม่ถูกตรวจแสดงเป็นบรรทัดธรรมดา
ทฤษฎีการเติบโต: Lilly คือผู้ชนะของสงคราม GLP-1 ทั้ง 3 มิติ — ยาฉีด (tirzepatide, ส่วนแบ่งสหรัฐ 60.9%), ยาเม็ด (Foundayo อนุมัติก่อน oral Wegovy), และรุ่นถัดไป (retatrutide ลดน้ำหนัก 30.3% ยื่น BLA Q1 2027) เครื่องยนต์ที่ตลาดยังประเมินต่ำคือ ต่างประเทศ (Mounjaro นอกสหรัฐ $5.2B แซงสหรัฐแล้ว, volume +113%) และ Medicare Bridge ที่ปลดล็อกผู้สูงอายุตั้งแต่ ก.ค. 2026 ตราบใดที่ volume โต >30% การลดของ realized price ยังถูกกลบมิด และ operating leverage (margin 29%→50% ใน 5 ปี) จะดัน EPS ปี 2027 ขึ้นต่ออีกขั้น
สัญญาณว่าทฤษฎีผิด: (1) volume growth รวมหลุดต่ำกว่า ~25% ติดกัน 2 ไตรมาส (2) บริษัทหยุดปรับ guidance ขึ้นหรือปรับลง (3) Novo แย่งส่วนแบ่งสหรัฐกลับเกิน 42–43% (4) Foundayo ramp ช้ากว่าที่ราคา $25–349/เดือน ควรทำได้
Volume ยา incretin โตต่อ >30% ต่อปีอย่างน้อยถึงปี 2027 (Q2 2026 อยู่ที่ +37% รวม, +113% นอกสหรัฐ)
ไม่มีข้อมูลปริมาณการขายใหม่ในสัปดาห์นี้ ตัวเลขชุดถัดไปคืองบไตรมาส 3 ที่คาดประกาศ 29 ต.ค. 2026
รายได้ FY2026 เข้าเป้า $85–87B และ FY2027 โตต่อได้ราว 20–25% จากตลาดต่างประเทศ + Foundayo + Medicare
JPMorgan ปรับประมาณการรายได้ปี 2027 ขึ้นเป็น $105.67B ซึ่งเทียบกับกรอบ guidance ปี 2026 ที่ $85–87B คือการโตราว +22% — อยู่กลางกรอบ 20–25% ที่สมมุติฐานนี้ตั้งไว้พอดี และปรับ EPS ขึ้นเป็น $50.99 สูงกว่าตัวเลข EPS 2027 ที่ใช้ใน bull case เดิม ($48) เป็นการยืนยันจากฝั่ง sell-side ว่าเส้นทางการเติบโตที่สมมุติไว้ยังสมเหตุสมผล (ยังเป็นประมาณการ ไม่ใช่ตัวเลขจริงของบริษัท)
การอนุมัติ orforglipron สำหรับ type 2 diabetes ในสหรัฐ (ยื่นแล้วใน Q2 2026)
ไม่มีความคืบหน้าจาก FDA เรื่องข้อบ่งใช้เบาหวานของ orforglipron ในสัปดาห์นี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตามเดิม
Novo ตอบโต้ด้วย oral Wegovy / CagriSema แรงกว่าที่ข้อมูลปัจจุบันชี้
ตัวเลขใบสั่งยาแสดงว่า oral Wegovy นำ Foundayo อยู่ราว 4 เท่า (~181K เทียบ ~44K ต่อสัปดาห์) ทั้งที่ Foundayo ได้อนุมัติก่อน และโน้ต JPMorgan ที่ปรับประมาณการขึ้นก็ยังพ่วงคำเตือนเรื่องการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นพร้อม CagriSema ที่รอผลตัดสิน FDA ใน Q4 2026 — ความเสี่ยงข้อนี้กำลังเกิดจริงในตลาดยาเม็ด แม้ส่วนแบ่ง incretin รวมของ Lilly ยังไม่มีข้อมูลใหม่ที่ชี้ว่าถูกแย่งคืน
ทฤษฎีความเสี่ยง (มุมตรงข้าม): การเติบโตของ Lilly ตอนนี้คือ 'volume วิ่งหนีราคา' — realized price นอกสหรัฐ -36% ใน Q2 2026, ข้อตกลงลดราคากับรัฐบาลสหรัฐ (พ.ย. 2025) + MFN pricing + Medicare Bridge $50/เดือน + Foundayo ที่ตั้งราคาต่ำ ($25–349/เดือน) ล้วนกด blended price ลงเชิงโครงสร้าง ขณะที่ tirzepatide ตัวเดียวคิดเป็น ~56%+ ของรายได้ (10-K ระบุเป็น risk factor เอง) เมื่อฐาน volume ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อัตราโตของ volume ย่อมชะลอตามคณิตศาสตร์ — จุดที่ price decline แซง volume growth คือจุดที่รายได้ 'เข้าเป้าแต่ตลาดผิดหวัง' และหุ้นที่ P/E ~39x จะ de-rate แรงกว่าหุ้นยาทั่วไปมาก (แค่หดเข้าหา 25x คือ -30% ทั้งที่กำไรไม่ลด)
สัญญาณว่าทฤษฎีผิด (= ฝั่ง bull ถูก): blended price เริ่มทรงตัว (ตลาดใหม่ผ่านช่วง launch pricing), volume ยังโต >30% ต่อเนื่องถึงปี 2027, และสัดส่วนรายได้นอก incretin (Verzenio, Ebglyss, Kisunla, ดีล M&A) ขยับขึ้นชัด
Realized price ลดต่อเนื่องเป็นเทรนด์ ไม่ใช่แค่ launch pricing ชั่วคราวของตลาดใหม่
การเปิดตัว Foundayo ในสหราชอาณาจักรตั้งราคา £100-120/เดือน เทียบกับ Mounjaro ฉีดที่ ~£330/เดือน คือการเข้าตลาดใหม่ด้วยราคาราว 1 ใน 3 ของยาฉีดเดิม ซ้ำแพทเทิร์นเดียวกับราคาในสหรัฐ ($25–349/เดือน) — เป็นหลักฐานเพิ่มว่าราคาต่อหน่วยที่ลดลงมาจากการวางตำแหน่งราคาของ product mix เอง ไม่ใช่แค่ส่วนลดเปิดตัวชั่วคราวในตลาดเดียว
ทฤษฎี valuation: หุ้นที่เทรด 39x TTM / 32x forward ไม่ได้ถูกตัดสินด้วยงบไตรมาสหน้า แต่ด้วยคำถามว่า 'การเติบโตจบเมื่อไหร่' — premium ของ LLY จะอยู่หรือไป ขึ้นกับการพิสูจน์ว่า franchise ไม่จบที่ tirzepatide: Foundayo (oral, first mover, ผลิตสเกลง่าย) ต้องโชว์ ramp ที่จับต้องได้ในงบครึ่งหลังปี 2026 และ retatrutide (ลดน้ำหนัก 30.3% — แรงสุดในตลาดตามข้อมูล Phase 3) ต้องเดินเข้าสู่ FDA ตามแผน Q1 2027 โดยไม่มีประเด็น safety ถ้าทั้งสองผ่าน ตลาดจะมองเห็นการเติบโต 3 รุ่นซ้อน (ยาว到กลางทศวรรษ 2030s ตามอายุสิทธิบัตร) และยอมจ่าย 30x+ ต่อไป ถ้าตัวใดตัวหนึ่งสะดุด premium จะถูกรื้อทันทีเพราะไม่มีอะไรรองรับ 39x นอกจากอนาคต
สัญญาณว่าทฤษฎีผิด: FDA ขอข้อมูลเพิ่ม/ชะลอ retatrutide, ยอด Foundayo ต่ำกว่า run-rate ที่ตลาดคาดหลายไตรมาส, หรือข้อมูล head-to-head ที่ CagriSema/oral Wegovy ลบความได้เปรียบเชิงคลินิก
Foundayo ทำยอดมีนัยสำคัญ (หลัก $B ต่อไตรมาส) ภายใน 2–3 ไตรมาสแรกของการขาย
ข้อมูลใบสั่งยารายสัปดาห์ (IQVIA-based) ณ ต้น ก.ย. 2026 ระบุ Foundayo ที่ ~44,000 ใบ/สัปดาห์ (+8% WoW) ขณะที่ oral Wegovy อยู่ที่ ~181,000 ใบ และส่วนแบ่งใบสั่งยาใหม่ของ Foundayo ในตลาดยาเม็ดลดน้ำหนักอยู่แค่ 21.5% ตามโน้ต Jefferies — เส้นทางนี้ยังโตต่อเนื่องแต่ห่างจากระดับที่จะแปลเป็นยอดขายหลักพันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสภายใน 2–3 ไตรมาสแรกอย่างที่สมมุติไว้ ยังไม่ถึงขั้นหักล้างเพราะยังไม่มีตัวเลขยอดขายจริงจากงบจนถึง 29 ต.ค.
17 แหล่งข่าว/เอกสารที่ใช้ประกอบรายงานนี้ — คลิกหัวข้อเพื่อดูเนื้อหาเต็ม
ไตรมาส 2/2026 (ประกาศ 5 ส.ค. 2026):
ปี 2025 เต็มปี (ประกาศ 4 ก.พ. 2026):
1 เม.ย. 2026 FDA อนุมัติ Foundayo (orforglipron) ยาเม็ด small molecule GLP-1 กินวันละครั้ง สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วน/น้ำหนักเกินร่วมกับโรคแทรกซ้อน — เป็นยาเม็ด GLP-1 เดียวที่กินได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องงดอาหาร/น้ำ ผลทดลอง ATTAIN-1: ลดน้ำหนักเฉลี่ย ~27 ปอนด์ที่โดสสูงสุด เริ่มส่งผ่าน LillyDirect ตั้งแต่ 6 เม.ย. ก่อนกระจายเข้าร้านยา/telehealth ทั่วสหรัฐ ราคา: ผู้มีประกันเอกชนเริ่ม $25/เดือน (savings card), จ่ายเอง $149–349/เดือนตามโดส — จุดเปลี่ยนสำคัญเพราะยาเม็ดผลิตสเกลได้ง่าย/ถูกกว่ายาฉีด และชิงตลาด oral obesity ก่อน Novo Nordisk
ภาพอุตสาหกรรมยา obesity/diabetes (incretin) ปี 2026:
ไตรมาส 1/2026 (ประกาศ 30 เม.ย. 2026): รายได้ $19.8B (+56% YoY) จาก volume growth หักล้างบางส่วนด้วย realized price ของ Mounjaro/Zepbound ที่ลดลง; EPS GAAP $8.26 (+170%), non-GAAP $8.55 (+156%) — ดีกว่าคาดมาก บริษัทปรับเป้ารายได้ปี 2026 ขึ้นเป็น $82–85B และ non-GAAP EPS เป็น $35.50–37.00 ไฮไลต์สำคัญของไตรมาสคือ FDA อนุมัติ Foundayo (orforglipron) ยาเม็ด GLP-1 สำหรับโรคอ้วน
แนวโน้ม 5 ปี (ปีงบ = ปีปฏิทิน, หน่วย $M):
| ปี | รายได้ | %โต | Gross margin | Op. income | Op. margin | Net income | Net margin | EPS (dil.) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 2021 | 28,318 | +15.4% | 75.4% | 8,273 | 29.2% | 5,582 | 19.7% | 6.12 |
| 2022 | 28,541 | +0.8% | 76.8% | 8,653 | 30.3% | 6,245 | 21.9% | 6.90 |
| 2023 | 34,124 | +19.6% | 79.2% | 10,325 | 30.3% | 5,240 | 15.4% | 5.80 |
| 2024 | 45,043 | +32.0% | 81.3% | 17,040 | 37.8% | 10,590 | 23.5% | 11.71 |
| 2025 | 65,179 | +44.7% | 83.0% | 29,696 | 45.6% | 20,640 | 31.7% | 22.95 |
| TTM (มิ.ย. 26) | 79,666 | +49.6% | 83.4% | 39,608 | 49.7% | 26,711 | 33.5% | 29.79 |
ประเด็น: operating leverage ชัดมาก — operating margin ขยายจาก ~29% เป็น ~50% (TTM) ใน 5 ปี เพราะ tirzepatide เป็นสินค้า margin สูงและฐานค่าใช้จ่ายโตช้ากว่ารายได้; EPS ปี 2023 สะดุดจากค่าใช้จ่าย IPR&D/one-off ก่อนพุ่งเกือบเท่าตัว 2 ปีติด
ภายใต้โครงการ Medicare GLP-1 Bridge ผู้ป่วย Medicare เข้าถึงยาโรคอ้วนของ Lilly ในราคาลดพิเศษตั้งแต่ 1 ก.ค. 2026 ถึง 31 ธ.ค. 2027 โดย cap ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยสำหรับ Zepbound และ Foundayo ที่ $50/เดือน — หุ้น LLY พุ่ง 7% ในวันเดียวหลังข่าว Medicare ครอบคลุมยาลดน้ำหนัก บวกกับ EU panel หนุนยามะเร็งของบริษัท ถือเป็นการปลดล็อกตลาดผู้สูงอายุขนาดใหญ่ที่เดิม Medicare ไม่ครอบคลุมยาโรคอ้วน (แลกกับ realized price ต่อหน่วยที่ลดลงตามข้อตกลงราคากับรัฐบาลสหรัฐ พ.ย. 2025)
ประเด็นสำคัญจาก Form 10-K ปีงบ 2025:
มุมมองนักวิเคราะห์ ณ ปลาย ส.ค. 2026:
JPMorgan (นักวิเคราะห์ Chris Schott) ออกโน้ตช่วงต้นเดือน ก.ย. 2026 ปรับประมาณการรายได้ปี 2027 ขึ้นเล็กน้อย +0.7% เป็น $105.67B และปรับ adjusted EPS ขึ้น +1.1% เป็น $50.99 — สูงกว่า EPS 2027 ที่ใช้ในสมมุติฐาน bull case ของทฤษฎี GLP-1 Dominance ($48) และทฤษฎี Pipeline Premium ($46) ในรายงานฉบับก่อน คงเรตติ้ง Overweight และราคาเป้าหมาย $1,400 (สิ้นปี 2026) โดยชี้ว่ารายได้กลุ่ม incretin (Zepbound+Mounjaro+Foundayo) รวมปี 2026 จะเกิน $62B และมีโอกาสแตะ $100B+ ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตามบทความที่อ้างอิงโน้ตนี้ (เผยแพร่ 7 ก.ย.) ใช้หัวข้อว่า 'การแข่งขันกับ Novo Nordisk เข้มข้นขึ้น' สะท้อนว่าฝั่ง sell-side เริ่มจับตาแรงกดดันจาก CagriSema (ยื่น FDA แล้ว คาดตัดสินใจ Q4 2026) และ oral Wegovy ที่ยังนำหน้า Foundayo ในตลาดยาเม็ด — เป็นหลักฐานหนุนฝั่ง bull ของทฤษฎี GLP-1 Dominance (เชิงตัวเลข EPS) แต่ก็สะท้อนความเสี่ยงการแข่งขันของทฤษฎี Pricing Squeeze ไปพร้อมกัน
ข้อมูลใบสั่งยารายสัปดาห์ (IQVIA-based) ที่ Fierce Pharma ติดตาม ณ ต้น ก.ย. 2026: Foundayo (orforglipron) ทำยอด ~44,000 ใบสั่งยา/สัปดาห์ (+8% WoW) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เปิดตัว ขณะที่ oral Wegovy ของ Novo ทำ ~181,000 ใบสั่งยา/สัปดาห์ (+3% WoW) — Foundayo โตเร็วกว่าเป็น % แต่ฐานยังเล็กกว่ามาก ตามโน้ตของ Jefferies (28 ส.ค.) ส่วนแบ่งของ Foundayo ในใบสั่งยาใหม่ (new-Rx) ของตลาดยาเม็ดลดน้ำหนักอยู่ที่ 21.5% และกำลังไล่ตามอย่างช้าๆ นี่คือหลักฐานเชิงปริมาณชิ้นแรกๆ ที่ทดสอบสมมุติฐาน 'Foundayo ทำยอดมีนัยสำคัญภายใน 2-3 ไตรมาสแรก' ของทฤษฎี Pipeline Premium — ผลคือ mixed: กำลังโตต่อเนื่องและเร่งตัว แต่ยังห่างจาก Wegovy pill มาก ไม่ใช่สัญญาณ ramp ที่ 'จับต้องได้แรง' อย่างที่ bull case ต้องการ
31 ส.ค. 2026 Lilly ประกาศซื้อ Merida Biosciences (บริษัทเอกชน) ด้วยเงินสดสูงสุด $2.88B (upfront + milestones) — Merida พัฒนา precision therapy กำจัดแอนติบอดีก่อโรคโดยคงภูมิคุ้มกันปกติ ตัวยาหลัก MER511 (Phase 1) สำหรับ Graves' disease และ thyroid eye disease ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นลดแอนติบอดีก่อโรคได้มากและปลอดภัยดี ดีลคาดปิด Q4 2026 เป็นการกระจายพอร์ตออกนอก obesity/diabetes ต่อเนื่อง — หุ้นลดลง ~2% รับข่าว (ตลาดกังวลค่าใช้จ่าย IPR&D เพิ่ม)
ประเด็นเดือน ส.ค. 2026 (ตามสรุปข่าวของ Quiver Quantitative และ Simply Wall St):
Lilly เผยผล 52 สัปดาห์ของ Phase 3b TOGETHER-PsO และ TOGETHER-PsA (tirzepatide ร่วมกับ Taltz/ixekizumab เทียบ Taltz เดี่ยว) — กลุ่ม combo รักษาหรือดีขึ้นต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ 36: PASI 100 (ผิวหนังใสสนิท) รักษาไว้ได้ 40.5% เทียบ 29.1% ในกลุ่มยาเดี่ยว, และ ACR50+ลดน้ำหนัก ≥10% ในกลุ่มข้ออักเสบสะเก็ดเงินทำได้ 39.2% เทียบ 1.7% ของยาเดี่ยว แม้ข่าวนี้ออกก่อนช่วงรีวิว 1 วัน (31 ส.ค.) แต่ไม่อยู่ใน known_items เดิม และมีนัยตรงกับความเสี่ยงกระจุกตัวของทฤษฎี Pricing Squeeze ('tirzepatide คิดเป็น ~56%+ ของรายได้') เพราะเป็นหลักฐานว่า Lilly กำลังขยาย label ของ tirzepatide ออกนอกกรอบ obesity/diabetes ไปสู่ autoimmune/dermatology ซึ่งช่วยกระจายฐานรายได้ของโมเลกุลเดียวกันในระยะยาว (แม้จะยังเป็นข้อมูล Phase 3b ที่ต้องรอ label expansion อย่างเป็นทางการ)
Lilly เริ่มขาย Foundayo (orforglipron) ในสหราชอาณาจักรผ่านช่องทางใบสั่งยาเอกชน หลังหน่วยงานกำกับยาของอังกฤษอนุมัติเมื่อ 10 ส.ค. 2026 นี่คือประเทศแรกในยุโรปที่ได้ใช้ยาเม็ดตัวนี้ ราคาตั้งไว้ที่ £100-120/เดือน เทียบกับ Mounjaro ฉีดที่ ~£330/เดือน — ถูกกว่ามาก การเข้าถึงผ่านระบบ NHS ยังต้องรอผล NICE review แยกต่างหาก ข่าวนี้สนับสนุนสมมุติฐาน 'Foundayo ขยายตลาดต่างประเทศ' ในทฤษฎี GLP-1 Dominance แต่ก็ตอกย้ำแพทเทิร์นราคาต่ำ (low-price entry) ที่เป็นแกนของทฤษฎี Pricing Squeeze เช่นกัน